Duangchai's profileDuangchai's spacesPhotosBlogListsMore Tools Help

Duangchai's spaces

ORIGAMI and others
No list items have been added yet.

Feed

The owner hasn't specified a feed for this module yet.
August 20

Talking about Laos and Vietnam

 

Quote

Talking about Laos and Vietnam

 

      ช่วง 8-13 สิงหาคมที่ผ่านมา ไปเที่ยวลาว กับ เวียดนามมาค่ะ เดินทางโดยรถโค้ช ไปกับธรรมจารีทัวร์ ผ่านทางมุกดาหาร ด่านลาวเบา นอนไปในรถคืนหนึ่ง หลับได้หลับดีไปจนถึงจุดแรกที่แวะนมัสการพระธาตุอิงฮันที่ลาว แล้วต่อไปเวียดนาม ได้ไกด์ชาวเวียดนามที่มาเรียนภาษาไทยที่ขอนแก่น พูดไทยได้ดี พี่แกชอบเล่าเรื่องต่าง ๆ ไป ทำตาเล็กตาน้อยไปด้วย ถ้าเข้าเรื่องผู้หญิงนะ เราไปดูอุโมงค์วินหม็อกก่อนเพื่อน ได้ลงไปดูในอุโมงค์หลบภัยจากการทิ้งระเบิดของทหารอเมริกันสมัยสงครามเวียดนามที่ยืดเยื้ออยู่หลายปี จบลงด้วยความปราชัยของสหรัฐฯ น่าประหลาดใจมาก เพราะในอุโมงค์จะมีห้องสำหรับครอบครัวหลายห้อง ห้องครัวกลาง ห้องน้ำ ห้องส้วมรวม และแม้แต่ห้องคลอด! พวกเขาอยู่ในอุโมงค์ที่เย็นเยือกนี้เป็นปี ๆ ไกด์เล่าว่าเด็กคนหนึ่งคลอดในอุโมงค์นี่ละ กว่าจะได้ขึ้นมาวิ่งเล่นดูโลกภายนอก ก็หลังสงครามยุติแล้ว ถึงตอนนั้น เด็กคนที่ว่าก็อายุเข้าไป 5 ปีแล้ว เห็นแล้วต้องคารวะความมีวิริยะของคนเวียดนามจริง ๆ
 
     

                                                                                        ถือบายศรีไปนมัสการพระธาตุอิงฮัน ที่ลาว
 
 
       พอเข้าเมืองเว้ก็ได้เห็นแม่น้ำหอม ภาษาเวียดนามเรียกว่า "ซงเฮือง" ซง แปลว่าแม่น้ำ เฮือง แปลว่าหอม  สาว ๆ หนุ่ม ๆ ขี่จักรยาน และจักรยานยนต์กันเต็มถนน ไม่ค่อยเห็นรถยนต์ยี่ห้อหรูอย่างบ้านเรา ทำให้คิดถึงเศรษฐกิจพอเพียงของพวกเขา ไปเที่ยวนี้นอกจากจะไปดูพระราชวังไทฮวา เจดีย์ที่วัดเทียนมู ทะเลทีเมืองดานัง บ้านโบราณที่ได้รับการอนุรักษ์ สะพานญี่ปุ่นที่เมืองหอยอานแล้ว (เขียนไม่ผิดหรอก เวียดนามเรียก "หอยอาน"จริง ๆ ไม่ใช่ "ฮอยอัน" อย่างที่เขาเรียก ๆ กัน) ยังได้แวะชมร้านปักผ้าฝีมือดีมาก ๆ แต่ราคาแพงระยับ รูปขนาดใหญ่ ๆ ขายรูปละแปดแสนบาท เลยไปเดินสำรวจตลาดเช้าดีกว่า
 

Laos & Vietnam Aug.8-13, 2008 013.jpg

                                                                                           แม่น้ำหอม เส้นเลือดใหญ่ของเมืองเว้
 
Laos & Vietnam Aug.8-13, 2008 012.jpg      แหนมเนือง หนึ่งในอาหารมื้อแรกในเวียดนาม เขากินแป้งทั้งแผ่นแข็ง ๆ อย่างนั้น ไม่มีการจุ่มน้ำให้นิ่มก่อนอย่างที่เราทานกันที่เมืองไทย
 
 
 
 
                                                                            Laos & Vietnam Aug.8-13, 2008 019.jpg        กับไกด์สาวไทยในชุดอ๋าวหย่าย เหมือนสาวญวนจริง ๆ เลย
 
Laos & Vietnam Aug.8-13, 2008 026.jpg   โคมไฟหลากสี หลายสไตล์ สีสันของเมืองหอยอาน
 
 
Laos & Vietnam Aug.8-13, 2008 032.jpg   ร้านขายรองเท้าก็เป็นอีกสีสันหนึ่งของเมืองหอยอาน
 
 
 
                                                      Laos & Vietnam Aug.8-13, 2008 038.jpg            สะพานญี่ปุ่นที่ทุกคนต้องไปให้ถึงเมื่อไปเยือนเมืองหอยอาน   
 
      
Laos & Vietnam Aug.8-13, 2008 059.jpg
Laos & Vietnam Aug.8-13, 2008 051.jpg
Laos & Vietnam Aug.8-13, 2008 055.jpgLaos & Vietnam Aug.8-13, 2008 050.jpg      
บรรยากาศตลาดเช้าที่เมืองดานัง ชื่อ "ตลาดร้อน" หรือ "ตลาดกลางวัน"
 
 
      ตลาดดองบา (แปลว่า "ตลาดคึกคัก" ที่เมืองเว้เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวไทยกันมาก ที่เห็นมีแต่คนไทยไปเดินซื้อของกันเยอะมาก มีทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ของแห้ง ของกินสารพัดสารพัน พี่ไทยช้อปกันแหลก ฉันแลกเงินดองด้วยเงินเพียง 500 บาทเท่านั้น เพราะต้องการจำกัดรายจ่าย แค่เจียดเงินเดือนไปเที่ยวก็จะแย่แล้ว ต้องรัดเข็มขัดหน่อย แต่ทำมั้ยพุงมันถึงกางได้กางดี ทั้งนี้คงเป็นเพราะว่าทัวร์เขาเลี้ยงดี ทั้งอาหารเวียดนาม อาหารทะเลเพียบ พวกคลอเลสเตอรอลสูงระวังปลาหมึกให้ดี มีให้ทานทุกมื้อ เหมือนกับแกงต้มยำปลา สาวเวียดนามยังคงสวมชุดประจำชาติที่ชื่อ "อ๋าวหย่าย" ให้เราได้เห็นกันเกลื่อนตา พ่อค้าแม่ขายโดนนักช้อปไทยกดราคาหั่นแหลก เพราะพวกนี้แสบ บอกผ่านสองสามเท่าตัวเลยนะ อย่าไปหลงกล ต่อแล้วไม่ได้ ให้ทำเป็นเดินออกไปจากร้านเลย ถ้าเขาขายได้ เดี๋ยวเขาเรียกเราเอง เผลอ ๆ โดนดึงแขนกันเลยนะ จะบอกให้
 
      คืนก่อนกลับเราไปค้างกันที่เว้อีก แต่เปลี่ยนโรงแรม เขาพาไปเลี้ยงกุ้งมังกรตอนอาหารเย็น แล้วยังพาขึ้นเรือมังกรชมวิวแม่น้ำหอม เคล้าเสียงเพลงจากดนตรีราชสำนักเวียดนาม โดยนักดนตรีและนักร้องสาว ๆ สวย ๆ ทั้งนั้น มีนักดนตรีคนหนึ่งเดี่ยวเพลงพระราชนิพนธ์ "สายฝน" ด้วยเครื่องสายที่มีสายเดียว ไพเราะ พริ้วหวาน น่าอัศจรรย์มาก  ทิ้งท้ายด้วยการจุดเทียนติดกับกระทงกระดาษหลากหลายสีให้ผู้มาเยือนจากเมืองไทยได้ลอยกระทงกันที่แม่น้ำหอม โมแรนติกซะเหลือเกิน มองดูกระทงของพวกเราที่กำลังลอยไปตามลำน้ำหอมแล้ว ประทับใจจัง ขอโทษด้วยที่ช่วงหลังนี้ไม่มีรูปมาให้ดูกัน เพราะปลดกล้องไว้ที่รถตั้งแต่ลงรถที่ตลาดดองบาแล้ว ยังรอความหวังจากเพื่อนที่ไปด้วยกันว่าเขาจะส่งรูปจากกล้องเขามาให้เร็ว ๆ นี้
 
 
                           Laos & Vietnam Aug.8-13, 2008 066.jpg      อาหารทะเลจานนี้ก็น่าทานนะ แต่พอเอาเข้าจริงเนื้อเหนียวเป็นบ้าเลย
 
 
      เรื่องที่อยากแนะนำผู้ที่จะไปเที่ยวประเทศเพื่อนบ้านก็คือ ขอให้พกเศษสตางค์เป็นเงินสกุลไทยติดกระเป๋าไปก้นด้วย เพราะต้องไปเสียค่าเข้าห้องน้ำให้กับสถานที่บางแห่ง ที่หนึ่ง ๆ ในเวียดนามคิดราคาครั้งละ 5 บาท ใครมีแอลกอฮอล์ ยาดับกลิ่น โคโลญน์แบบสเปรย์ติดกระเป๋าไปด้วยก็ดี ใช้ดับกลิ่นห้องน้ำ ช่วยเพื่อน ๆ ในกลุ่มทัวร์ได้มาก ฉันใช้ได้ผลมาแล้วจากทริปอินเดีย พม่า
 
      ขอยุติการเล่าเรื่องเที่ยวลาว เวียดนามไว้แต่เพียงเท่านี้ ใครที่ยังดูรูปใน blog ไม่สะใจ เปิดไปชมเพิ่มเติมใน Photo Album ได้ค่ะ

August 15

Talking about True Story

 

 

Talking about True Story
True Story

คอลัมน์ True Story/เรื่อง สุดารัตน์/ภาพ สุพงษ์ วิทย์ว่องไว

ลงใน แพรว ฉบับที่ 643 ปีที่ 27  วันที่ 10 มิถุนายน 2549

 

          ฉันผ่านโรคร้ายมาได้...ด้วยธรรมโอส

 

ดิฉันเป็นโรคเอ็มเอส อาการของโรคจะคล้ายกับคนเป็นอัมพาต ชาไปหมด ไม่เจ็บแต่ทรมานใจมาก เป็นโรคเรื้อรัง หายแล้วสามารถกลับมาเป็นได้อีก นอกจากนี้ก็เคยประสบอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซค์ชนอีก ฉันผ่านพ้นทุกอย่างมาได้ ก็ด้วยการรักษาใจไปพร้อมกับการรักษาตัวและที่สำคัญเลย คือการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน คำพูดที่ถ่ายทอดมาจากใบหน้าอิ่มเอิบของดวงใจ มีกังวาล ซึ่งทำให้เราแทบคาดเดาไม่ได้เลยว่าเธอเคยผ่านเรื่องร้ายๆ ในชีวิตมาก่อน

+++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

ดวงใจ มีกังวาล ประสบเรื่องร้ายในชีวิตหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการหย่าร้างกับอดีตสามี และจากนั้นไม่นานเธอก็เจ็บป่วยด้วยโรคที่น้อยคนจะเป็น เมื่อเป็นแล้วโอกาสที่จะหายก็มีเพียง 1 ใน 100,000 เท่านั้น คือโรคเอ็มเอส หรือ มัลติเพิล สเคลโอโรซิส (Multiple Sclerosis : MS) ทำให้เธอเคลื่อนไหวไม่ได้ กลายเป็นอัมพาตตั้งแต่หน้าอกจนถึงปลายเท้า

วันหนึ่งดิฉันรู้สึกปวดหลังมาก ขาชา เดินทรงตัวไม่มั่นคง และปัสสาวะไม่ออก ไปหาหมอ เขาก็เชคกระเพาะปัสสาวะก่อนเลย โดยใส่สายยางต่อเข้ากระเพาะปัสสาวะ แล้วก็กลับมารักษาตัวที่บ้าน ช่วงนั้นอ่อนเพลียมาก อาการชาลามไปเรื่อยจนแน่นหน้าอกมาก เหมือนมีเชือกมารัดไว้แน่น  แล้วก็เริ่มเดินไม่ได้

แม้จะเจ็บป่วยด้วยอาการที่ไม่คาดคิด เธอก็ไม่หมดหวัง และไม่เสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พยายามต่อสู้กับโรคร้ายนี้นานเกือบครึ่งปี จนกลับมาเดินได้อีกครั้ง...แต่ไม่นานหลังจากที่เดินได้ เธอก็กลับมาเดินไม่ได้อีกครั้ง เมื่อประสบอุบัติเหตุโดนรถมอเตอร์ไซค์ชน ทำให้บาดเจ็บหนัก กะโหลกศีรษะร้าว กระดูกเชิงกรานซ้าย และ กระดูกก้นกบหัก 5 แห่ง ปากด้านในฉีก ซึ่งก็รักษาตัวนานราว 5 เดือนกว่าอาการจะหายเป็นปกติได้

                ดูเหมือนโชคร้ายสำหรับเธอยังไม่จบสิ้น หลังจากอุบัติเหตุรถชนผ่านพ้นแล้ว โรคอัมพาตที่เธอคิดว่ารักษาหายแล้วในตอนแรก ก็กลับมาเยือนเธออีกครั้ง และจากการวินิจฉัยก็พบว่าเธอเป็นโรคเอ็มเอส ซึ่งเกิดขึ้นกับคนไทยไม่กี่รายเท่านั้น

 เป็นนครั้งที่สองนี้ จะเริ่มชาที่นิ้วมือก่อนและลามไปทั่ว หมอฟันธงตอนที่ตรวจดูอาการที่ปัสสาวะไม่ออกแล้วว่าดิฉันเป็นโรคเอ็มเอส ซึ่งโรคนี้ส่วนใหญ่จะเป็นกับผู้หญิงยุโรป เป็นโรคของภูมิต้านทานตนเอง (Autoimmune Disease) ที่ร่างกายไม่สามารถแยกแยะระหว่างเซลล์ร่างกายกับสิ่งแปลกปลอมได้ จนเกิดการทำลายเซลล์ของตัวเอง เป็นโรคที่ต้องรักษาระยะยาว เพราะเป็นโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หาย จะอยู่กับตัวตลอดไป

                สำหรับหลายเรื่องร้ายที่พานพบ เป็นใครหลายคงก็คงหมดกำลังใจอย่างแน่นอน แต่สำหรับเธอคนนี้ไม่เคยคิดเสียใจ หรือสิ้นหวังเลย นั่นเพราะเธอได้ศึกษาธรรมะ ซึ่งช่วยทำให้ยอมรับทุกสิ่งทุกเรื่องที่เกิดขึ้น สอนให้รู้ว่าไม่ว่าจะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นก็ตาม ขอเพียงสู้ด้วยหัวใจที่มีธรรมะ และสติ เราก็จะชนะความทุกข์เหล่านั้นได้แน่นอน

                 การเจ็บป่วยที่ผ่านมา ดิฉันใช้การปฏิบัติธรรมควบคู่ไปด้วย เรานั่งวิปัสสนากรรมฐาน ทั้งตอนปกติและตอนเข้ารับการตรวจ ซึ่งช่วยทำให้จิตใจเป็นสุขสงบขึ้น รู้ว่าทุกอย่างมีเกิดมีดับ รู้จักปล่อยวาง เมื่อเราได้ตรงนี้แล้วก็อยากให้คนรอบตัวได้ปฏิบัติธรรมด้วย เพราะว่าการที่คนเราได้มาปฏิบัติธรรมก็จะไม่คิดที่จะเบียดเบียนกัน และในปัจจุบันไม่ว่าดิฉันจะทำอะไร ก็หมั่นเดินจงกรมไปด้วย เพราะทำให้เราอยู่กับสติและสมาธิให้มากที่สุดในวันหนึ่ง ๆ

 จากการศึกษาธรรมะ ทำให้เรารู้ว่าโรคภัยไข้เจ็บ เป็นเพียงสมมุติบัญญัติที่มนุษย์ตั้งชื่อขึ้นมาเท่านั้น พระพุทธองค์ทรงสอนว่าร่างกายของเราทุกคนเป็นรังของโรค ใครที่มีร่างกายแข็งแรง ก็อย่าหลงคิดว่าตัวเองไม่มีโรค เพราะทุกคนมีโรคกิเลสประจำใจอยู่ จากการเจ็บป่วยที่ผ่านมา ดิฉันก็เลยเห็นว่า การที่ร่างกายเป็นรังของโรคนั้นเป็นเรื่องธรรมดา แล้วแต่ว่าใครจะเป็นมากหรือน้อย แต่ตราบใดที่เรามีสติ เราก็จะไม่มีโรค เพราะสติจะทำให้เราเห็นว่าความตายมีอยู่ทุกขณะ ดังนั้น อย่าประมาทที่จะใช้ชีวิตและทำความดีในแต่ละวัน ดวงใจสรุปทิ้งท้ายถึงสรรพคุณของยาชั้นดี - ธรรมโอสถ ที่ทำให้เธอสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขทุกวัน

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

ล้อมกรอบ... รู้ไว้กับโรคเอ็มเอส

โรคเอ็มเอส หรือ มัลติเพิล สเคลโอโรซิส (Multiple Sclerosis : MS) เป็นโรคเรื้อรังของระบบประสาทส่วนกลาง พบมากในกลุ่มคนวัยหนุ่มสาวและวัยทำงานตอนต้น เกิดในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 2 เท่า มักเริ่มมีอาการในช่วงอายุปลาย 20 จนถึง 40 กว่าปี ส่วนใหญ่พบในคนยุโรปและอเมริกาเหนือ ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอนของโรคนี้ อาการที่พบบ่อยในระยะแรกของโรค เช่น มีความรู้สึกผิดปกติที่บริเวณแขนขา เช่น เหน็บชา หรือปวด, เดินทรงตัวผิดปกติ, มองเห็นภาพซ้อน, แขนหรือขาไม่มีแรง สูญเสียการเคลื่อนไหวและการประสานงานของร่างกาย, กล้ามเนื้อเกร็ง ฯลฯ อาการทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นแล้วหายไปเอง ก่อนจะกลับมาเป็นซ้ำอีกในระยะเวลาที่ไม่แน่นอนไปตลอดชีวิต โดยแต่ละครั้งจะมีอาการคงอยู่ประมาณ 3-4 สัปดาห์

*ข้อมูลจาก www.moph.go.th

Talking about My beloved hobby

 

Quote

My beloved hobby

สุขที่ใจรัก

อรุณี/เรื่อง สุทธิพันธ์/ภาพ

ดวงใจ มีกังวาล  

ความสุขจากกระดาษหนึ่งแผ่น

โอริงามิ หรือ การพับกระดาษแบบญี่ปุ่น เป็นงานศิลปะที่อาศัยเพียง กระดาษ ดวงตา และ สองมือ แค่นี้ไม่ว่าจะเป็นใคร รุ่นเล็กหรือรุ่นใหญ่ก็สามารถสร้างผลงานสวยๆ ได้ตั้งมากมายหลายร้อยแบบ ยิ่งมีผลพลอยได้เป็นการฝึกสมาธิไปในตัวด้วยแล้ว...จะช้าอยู่ไย รวมกลุ่มกันเข้ามา สุภาพสตรีคนนี้ยินดีจะถ่ายทอดความรู้ให้แบบหมดเปลือกเลย

“ความสุขของดิฉันอยู่ที่การได้ถ่ายทอดความรู้ให้กับคนที่สนใจ ทีแรกเราอาจทำเพื่อให้ความสุขกับตัวเองก่อน พอตอนหลังกลายเป็นว่า การสอนคนอื่นให้ทำได้อย่างเรา มันทำให้วิชาไม่ตายไปกับตัวเรา เพราะเขาสามารถจะเอาไปขยายผล ยิ่งถ้าเป็นคุณครู โดยเฉพาะเมื่อก่อนดิฉันสอนเกือบจะทั่วประเทศก็ว่าได้ เพราะเจแปนฟาวน์เดชั่นมีโครงการคาราวานหนังญี่ปุ่น ก็จะมีเจ้าหน้าที่สับเปลี่ยนออกไปพร้อมกับเจ้าหน้าที่ที่จะฉายหนัง ในขณะที่ฉายหนังนั่นแหละ ดิฉันจะบอกให้เขารวบรวมครูสอนศิลปะหรือครูที่ชอบทางนี้มา ดิฉันจะสอนให้เพื่อที่จะได้ไปสอนเด็กต่อ แต่ก็มีบางโรงเรียนนะคะที่ครูมาถามว่า ทำอย่างนี้ต้องการอะไร ดิฉันก็ตอบว่า ดิฉันต้องการแค่จะสอนสิ่งที่เรารู้ให้เท่านั้น ไม่ได้หวังหรือต้องการสิ่งตอบแทนอะไรเลย แต่ดิฉันเข้าใจว่า ที่เขาถามอาจจะเป็นเพราะระแวงว่าเรามีเจตนาอะไรแอบแฝงอยู่หรือเปล่า แต่ก็น่าดีใจที่พอเราสอนจบ เขาชื่นชม อย่างเวลาสอนทำนกกระเรียนบินได้ ไม่เฉพาะแต่เด็กที่ชอบ ผู้ใหญ่เองก็ชอบ แล้วปฏิกิริยาของทุกคนคือ ภูมิใจในตัวเองที่ทำออกมาแล้วมันบินได้ เราเองก็มีความสุขที่เห็นเขายิ้ม เพราะมีความสุขกับงานของ เขาซึ่งก็เป็นสิ่งที่เราสอนไปนั่นแหละ เรียกว่าสุขกันถ้วนหน้า”

Duangchai's Origami Boxes 043_mod   กล่องแบบต่าง ๆ ผลงานที่ชอบพับ

คุณดวงใจ มีกังวาล เจ้าหน้าที่ประสานงานอาวุโสของเจแปนฟาวน์เดชั่น หรือ มูลนิธิญี่ปุ่น เล่าถึงประสบการณ์ในการเดินทางไปสอนพับกระดาษแบบญี่ปุ่นตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งไม่ได้มีแต่เฉพาะตามโรงเรียนเท่านั้น บริษัทห้างร้านต่างๆ เรื่อยไปจนถึงกลุ่มแม่บ้านและคนทั่วไปที่สนใจ เธอก็เคยสอนมาแล้วทั้งนั้น

ทำเพื่อให้ความสุขกับตัวเอง

เริ่มแรกสมัยเรียนปี ๑ ที่คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ดิฉันจะเดินไปชมภาพยนตร์ที่สำนักข่าวสารญี่ปุ่น ตรงวงเวียนปทุมวันซึ่งเดี๋ยวนี้เป็นห้างโตคิว เขาจะฉายให้ชมฟรี วันนั้นเป็นเรื่องโอริงามิ ซึ่งไตเติ้ลกับตอนจบจะเป็นรูปนกกระเรียนบินได้ ดิฉันรู้สึกมหัศจรรย์ใจมากว่า เขาทำได้ยังไง พอดีว่าเป็นศิษย์เรียนภาษาญี่ปุ่นที่นี่อยู่แล้วด้วย ตอนเย็นจะไปนั่งรอก่อนเข้าเรียนที่ห้องสมุด ก็ได้เจอหนังสือโอริงามิเล่มหนึ่งที่สอนพับนกกระเรียนบินได้ ดิฉันเลยนั่งแกะแบบ ซึ่งมีแต่ภาษาญีปุ่นและเป็นตัวสัญลักษณ์ ไม่มีคำอธิบายเลย พับไปพับมาเกิดทำได้เลยย่ามใจทำตัวต่อๆไป (หัวเราะ)

                                                          

                                                Duangchai's Origami Camelias_mod

                                                                              ดอกคาเมเลีย

 

พอเรียนจบ ไปทำงานเป็นครูสอนภาษาฝรั่งเศสกับภาษาอังกฤษที่สาธิตเกษตรฯ ๔ ปี ชีวิตก็ผันผวนเปลี่ยนมาทำงานที่เจแปนฟาวน์เดชั่น ตำแหน่งแรกคือเป็นเลขา ดูแลห้องสมุดและการจัดกิจกรรมต่างๆ มีอยู่ครั้งหนึ่งได้จัดการอบรมสอนการพับกระดาษให้กับครูและนักเรียนตามโรงเรียนต่างๆ โดยผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่น พอดีดิฉันได้เป็นผู้ประสานงานเลยต้องตามไปด้วย อาจารย์สอนอะไรก็ได้เรียนด้วย ที่นี้พอไปสอนหลายแห่งเข้า ตอนหลังเลยได้กลายเป็นผู้ช่วยสอน พอผู้เชี่ยวชาญกลับไป ท่านทิ้งกระดาษกับตำราไว้ให้ ดิฉันก็มาเรียนรู้เองไปเรื่อยๆ จนกระทั่งรู้สึกว่าเป็นสิบปีเลยนะถึงจะมีผู้เชี่ยวชาญมาอีกคน แล้วระหว่างนั้นเวลามีคนสนใจติดต่อมาจะทำยังไง ดิฉันเลยเสนอว่า ลองมาเรียนกับดิฉันมั้ย ก็ตกลงมาเรียนกันตอนกลางวันหลังทานข้าว ส่วนใหญ่จะเป็นพวกแม่บ้านและคนทั่วไปที่มาเรียนด้วยใจรัก แล้วถ้าจะว่าไป การที่คนชอบการพับกระดาษ ก็เพราะมันทำง่ายมาก มีแค่กระดาษแผ่นเดียว กับมือและตาของเราก็ทำได้แล้ว เวลาพับก็เพลิน ได้ฝึกการทำงานระหว่างประสาทตากับกล้ามเนื้อนิ้วมือให้ประสานกัน และยังเหมือนเป็นการฝึกสมาธิไปในตัวด้วย จนตอนหลังเริ่มขยายเป็นคณะติดต่อมาให้ช่วยไปอบรมให้หน่อย บางทีเป็นฝ่าย Customer Service ติดต่อให้ไปสอนให้ลูกค้าหรือพนักงาน ดิฉันก็เอาลูกชายไปช่วยสอนด้วย เพราะเขาเริ่มเรียนกับดิฉันตั้งแต่เล็กๆ”

 

Duangchai's Origami Book Marks_mod   ผลงานที่พับได้ นำไปประดับทำที่คั่นหนังสือ

 

สอนคนอื่นให้ทำได้อย่างเรา

ดิฉันไม่เคยคิดเลยว่าจะมาถึงขั้นเปิดอบรม เริ่มต้นแค่เราชอบ อยากทำ เพราะว่าเป็นคนชอบพวกงานฝีมืออยู่แล้ว การสอนจะมีทั้งที่เกี่ยวและไม่เกี่ยวกับงานประจำ คือถ้ามีหนังสือขอตัวมาในวันธรรมดา ถ้าเจ้านายอนุญาตก็ออกไปได้ แต่ถ้าเป็นเสาร์-อาทิตย์จะถือเป็นงานส่วนตัว ตารางการสอนก็ไม่แน่นอนค่ะ ส่วนใหญ่จะชุกช่วงปลายปี เพราะดิฉันไม่ได้สอนเฉพาะการพับกระดาษ แต่ยังสอนการห่อของขวัญแบบญี่ปุ่น และการห่อของขวัญด้วยผ้าที่เรียกว่า “ฟุโรชิขิ”ด้วย

เริ่มแรกดิฉันจะสอนให้หัดพับด้วยกระดาษรีไซเคิลก่อน จนเก่งแล้วถึงจะเอากระดาษสวยๆ มาทำ ซึ่งความเพลิดเพลินของการพับกระดาษอย่างหนึ่งคือ การเลือกสีของกระดาษ เช่นว่ากล่องใบนี้จะใช้สีอะไรถึงจะผสมผสานกันออกมาสวย แต่ถ้าพูดจริงๆ ใช้กระดาษอะไรก็ได้ค่ะ แต่ควรจะเป็นกระดาษที่เหนียวสักหน่อย ไม่หนาและไม่บางจนเกินไป กระดาษของญี่ปุ่นจะเหมาะที่สุด เพราะจะมีขนาดมาตรฐานเลยคือ ๑๕x ๑๕ ซม. แต่ในการสอน ดิฉันจะใช้กระดาษที่มีขนาดใหญ่หน่อย เพื่อให้เห็นกันทั่ว พื้นฐานการพับจะเริ่มจากการพับเป็นสามเหลี่ยม หรือรูปภูเขา และสี่เหลี่ยม หรือรูปแม่น้ำ ดิฉันไม่ได้คิดแบบเอง แต่จะรวบรวมแบบจากประสบการณ์ที่ไปอบรมมาหลายปีดูว่า คนที่มาเรียนชอบแบบไหนบ้าง แล้วก็ทำเป็นหนังสือ มีทั้งหมด ๒๔ แบบ โดยนอกจากจะเขียนเป็นสัญลักษณ์แล้ว ดิฉันยังอธิบายเป็นภาษาไทยทุกขั้นตอนด้วย

 

Origami materials 006   หนังสือเล่มนี้รวบรวมแบบพับพื้นฐานไว้ถึง 24 แบบ อธิบายขั้นตอนการพับเป็นภาษาไทยทุกขั้นตอน แถมด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับแบบพับบางแบบกับวัฒนธรรมความเชื่อของญี่ปุ่นด้วย ติดต่อซื้อได้ที่ดวงใจ โทร. 086-562-2497  ราคาเล่มละ 50 บาท ค่าส่งฟรี

 

Origami materials 004   ตัวอย่างกระดาษพับขนาดมาตรฐาน แบบไล่สี

 

ปกติเรียนชั่วโมงครึ่งจะทำได้ประมาณ ๕ แบบ เช่น นกกระเรียนบินได้ ปักษาช่างเจรจา เสื้อเชิ้ต กล่องสี่เหลี่ยม และหัวใจ ซึ่งอันนี้ใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น เอาไปติดการ์ดวันเกิด วันวาเลนไทน์ แต่เมื่อเร็วๆนี้ ดิฉันได้ขึ้นไปสอนครูและผู้ดูแลเด็กเล็กในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีคุณครูผู้ชายคนหนึ่งเขียนโน้ตมาว่า “อาจารย์ครับวันแห่งความรักของไทยไม่ใช่วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์นะครับ แต่เป็นวันมาฆบูชา” ดิฉันก็ขอบคุณเขา คือการที่เราเป็นครูไม่ใช่ว่าจะรู้หมดทุกอย่าง ดังนั้นถ้ามีใครมาบอกความรู้หรือมาติ ดิฉันถือว่า เขาชี้ขุมทรัพย์ให้เรา ส่วนผลตอบรับในการสอนแต่ละครั้ง เขาจะชอบกันมาก เกินเวลาทุกทีเลยค่ะ คือพูดง่ายๆว่า ติดลม ไม่ใช่ครูนะคะ แต่เป็นนักเรียนติดม ครูเลยเลิกไม่ได้”

 

Duangchai's Origami Square Box_mod

กล่องสี่เหลี่ยมมีฝาปิดที่มีสอนในหลักสูตรเบื้องต้นด้วย

พับกระดาษเจริญสติ

“ดิฉันเคยป่วยเป็นอัมพาตครึ่งตัวตั้งแต่หน้าอกลงไป แพทย์บอกว่าเป็นไขสันหลังอักเสบ ตอนที่มือเริ่มชา นักกายภาพบำบัดได้แนะนำให้ทำงานฝีมืออะไรก็ได้ที่ใช้มือเยอะๆ พอดีว่ามีโอริงามิติดมาด้วย ดิฉันเลยนั่งพับใหญ่เลย พวกพยาบาล นักศึกษาแพทย์ หรือแม้แต่คนเฝ้าไข้เตียงข้างๆ ใครเห็นก็ชอบกันทั้งนั้น ตอนหลังเลยมานั่งสอนกันในโรงพยาบาลเลย แล้วดิฉันเป็นคนที่ปฏิบัติธรรมด้วย ดังนั้นครั้งที่ภูมิใจที่สุดก็คือ เมื่อปีที่แล้วมีธรรมสถานว่องวานิชเห็นความสำคัญของสิ่งที่เราทำว่า น่าจะเอามาสอนเรื่องการเจริญสติได้ เลยเชิญดิฉันไปสอน “พับกระดาษเจริญสติ” วัตถุประสงค์ก็เพื่อการเจริญสติและทำสมาธิ เพราะเวลาที่เจริญสติในแต่ละขั้นตอน เราได้ทำสมาธิในช่วงสั้นๆ ทีนี้พอทำสมาธิช่วงสั้นติดต่อกันมันจะกลายเป็นสมาธิช่วงยาวเลย

แต่วิธีการสอนจะต่างกัน ถ้าพับกระดาษธรรมดา เราจะบอกว่า พับครึ่งเป็นสามเหลี่ยมรูปภูเขา แล้วกรีดกระดาษให้เรียบ แต่ถ้าสอนแบบเจริญสติจะต้องบอกว่า ให้พับครึ่งเป็นสามเหลี่ยมภูเขานะคะ แต่สติเราต้องตามรู้ด้วยว่า “พับหนอ” คือขณะนี้กำลังพับอยู่นะ แล้วก็ “กรีดหนอ” ซึ่งเวลาที่เราพับหรือกรีด โดยเฉพาะตอนกรีดเรารู้สึกอย่างไร ดิฉันจะถามนักเรียน บางคนก็จะบอกว่ารู้สึกว่ามันแข็งๆ เพราะพื้นมันแข็ง ซึ่งความแข็งนั้นคือสภาวะปรมัตถ์ คือสภาวะที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง การกรีดมันไม่ให้ความหมายอะไร แต่ถ้ากรีดแล้วสามารถทะลุทะลวงความรู้สึกเข้าไปได้ว่า มันแข็ง นั่นล่ะค่ะเราเข้าถึงสภาวะปรมัตถ์แล้ว ดิฉันคิดวิธีการสอนขึ้นมาเองจากการที่เราได้ฝึกปฎิบัติธรรมด้วยตัวเองมาสิบกว่าปี ก็เลยพยายามจะให้เขาได้ทำความรู้สึกให้เข้าถึงความรู้สึกจริงๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเขาเองตามความเป็นจริง  

อีกแห่งที่ไปสอนคือ เสถียรธรรมสถาน ถือเป็นสถานที่สำหรับครอบครัวเลย โดยเฉพาะช่วงเสาร์-อาทิตย์จะมีจัดเป็นกลุ่ม ใครชอบศิลปะแบบไหนก็ไปเข้ากลุ่มได้ ดิฉันก็ไปเสนอตัวกับคุณแม่ชีศันสนีย์ ท่านให้ติดต่อกับเจ้าหน้าที่เพื่อนัดแนะวันกัน ก็จะมีน้องๆ มาเรียน หรือบางทีพ่อแม่ก็มาเรียนกับลูกด้วย ดิฉันตั้งใจไว้ค่ะว่า จะเผยแพร่ไปให้นานเท่าที่จะมีแรงทำได้ เพราะไม่อยากให้ความรู้อยู่กับเราคนเดียว อยากจะให้เป็นวิทยาทาน และตอนหลังยังกลายมาเป็นให้ธรรมทานด้วย”

  

Duangchai's Origami 8,6 Kaku Boxes 1_mod   กล่องหกเหลี่ยม และแปดเหลี่ยมที่ต้องอาศัยทักษะขั้นสูง

Duangchai's Origami Hydrangea Box_mod       

กล่องประดับดอกไฮเดรนเยียที่ฝากล่อง

 

 

Duangchai's Origami flowers 01_mod

Duangchai's Origami flowers 02_mod         ดอกไม้ต่าง ๆ ก็ชอบพับ

 

                                                       ทำของประดับตกแต่งก็เพลินดี 

                                             Duangchai's Origami Decorations_mod

 

 
Photo 1 of 29
Thanks for visiting!
Please wait...
Sorry, the comment you entered is too long. Please shorten it.
You didn't enter anything. Please try again.
Sorry, we can't add your comment right now. Please try again later.
To add a comment, you need permission from your parent. Ask for permission
Your parent has turned off comments.
Sorry, we can't delete your comment right now. Please try again later.
You've exceeded the maximum number of comments that can be left in one day. Please try again in 24 hours.
Your account has had the ability to leave comments disabled because our systems indicate that you may be spamming other users. If you believe that your account has been disabled in error please contact Windows Live support.
Complete the security check below to finish leaving your comment.
The characters you type in the security check must match the characters in the picture or audio.
 
เข้ามาเยี่ยมชมด้วยค่ะ
July 28
Great Site
 
Takol
July 23